อังคาร. ม.ค. 28th, 2020

YGOProTH

Yu-Gi-Oh! Pro Thailand Website

[Story] Duel Terminal World 1.0 – 1.5

[Story] Duel Terminal World 1.0

แปล oPandakunGo
เรียบเรียง Acid Aqua

เนื้อหาต่อไปนี้โดยรวมเกือบทั้งหมดเป็นเนื้อหาที่แปลมาจาก Official และได้มีการปรับแต่ง เรียบเรียง เพิ่มเติมเนื้อหา เพื่อเพิ่มเติมอรรถรสและเดินเรื่องได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นโดยไม่ทำให้โครงเรื่องหลักเปลี่ยนไป

บทที่ 1 การปรากฏตัวของผู้รุกรานจากนอกโลก

บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีชื่อว่า Duel Terminal ได้เกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ต่างๆ เพื่อขยายเขตแดนและอำนาจในการปกครองดินแดน พวกเขาเสาะแสวงหาพลังและอำนาจมาหลายชั่วอายุคน ทว่า สงครามนี้กลับต้องจบลงในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะการปรากฎตัวของเหล่า เวิร์ม ผู้รุกรานจากอวกาศ

สิ่งมีชีวิตที่รู้จักกันในชื่อ เวิร์ม นั้นมาจากอินทรียวัตถุที่เกาะติดมาพร้อมกับอุกกาบาต พวกมันกลายพันธุ์เพื่อวิวัฒนาการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และพวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์รุกรานที่จะกลืนกินและทำให้ดวงดาวเสื่อมสภาพ พวกมันเดินทางไปทั่วทั้งจักรวาล


ในความเป็นจริงก็คือแต่ละเผ่านั้นขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของพวกเวิร์ม และพวกเขาจึงได้เริ่มรวบรวมกองกำลังใหญ่ของตนเองเพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานจากอวกาศพวกนี้ สงครามของแต่ละเผ่าที่กินเวลามาอย่างยาวนานเสมือนถูกบังคับให้สงบศึกและเริ่มต่อสู้กับพวกเวิร์มตามวิถีของตน


บทที่ 2 เผ่าไอซ์บาเรียปลดปล่อยมังกรในตำนาน

หนึ่งในสาม มังกรน้ำแข็งที่ถูกปิดผนึกของชนเผ่าไอซ์บาเรีย ได้ถูกปลดผนึกออกมาเพื่อต่อกรกับกองทัพเวิร์มที่ตอนนี้แผ่ขยายจนปกคลุมโลก ออร่าที่หนาวเย็นของ “บริโอแนค” สามารถขับไล่ผู้รุกรานไปได้

เผ่าอื่นๆ นอกจากเผ่าไอซ์บาเรีย เช่น เผ่าเอ็กซ์เซเบอร์ , เผ่ามิสต์วัลเล่ย์ , เผ่าเฟลมเวล ก็ได้ส่งตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าของตนเข้าต่อสู้กับกองทัพเวิร์มที่รุกรานเข้ามาเช่นกัน พวกเขาได้แสดงให้เห็นพลังที่แข็งแกร่งโดยการทำให้ให้กองทัพของเวิร์มย่อยยับด้วยการสับให้เป็นชิ้นๆ และเผาผลาญพวกมันจนเป็นเถ้าถ่าน

ทว่า การจู่โจมที่หลากหลายใส่พวกเวิร์มนั้นกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้พวกมันวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วและหลากหลาย ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับการโจมตีที่เคยได้รับแล้ว


บทที่ 3 ก่อตั้งกลุ่มพันธมิตร Allies of Justice

สืบเนื่องการรุกรานอย่างต่อเนื่องและการที่เวิร์มสามารถทนรับการโจมตีรูปแบบต่างๆได้ ทำให้เผ่าต่างๆเริ่มที่จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เผ่าที่เหลือรอดได้มารวมตัวเพื่อประชุมหารือร่วมกันเป็นครั้งแรก พวกเขาตระหนักได้ว่าไม่สามารถต่อสู้กับผู้รุกรานตามลำพังอีกต่อไปแล้ว และตัดสินใจที่จะร่วมมือกัน ก่อให้เกิดกลุ่มพันธมิตรขึ้นมา นำโดย 4 เผ่าพันธุ์หลักที่มีอำนาจมากที่สุด เผ่าเฟลมเวล, เผ่าไอซ์บาเรีย, เผ่าเอ็กซ์เซเบอร์, เผ่ามิสต์วัลเล่ย์

ทันทีที่เผ่าเฟลมเวล, เผ่าไอซ์บาเรีย, เผ่าเอ็กซ์เซเบอร์, เผ่ามิสต์วัลเล่ย์ ตกลงเป็นพันธมิตร พวกเขาก็ได้เริ่มโครงการพัฒนาอาวุธต่อต้านเวิร์มทันที โดย AoJ จะมีรูปแบบการทำงานตามเผ่าของตนเป็นต้นแบบ

โดยความร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์แบบของทั้ง 4 เผ่า พวกเขาก็ร่วมมือกันสร้าง AoJ “คาทาสเตอร์” ได้สำเร็จ มันได้สร้างผลงานมากมายในสนามรบที่มันถูกส่งไป


บทที่ 4 การเผชิญหน้าของเวิร์มและเจเน็กซ์

ในระหว่างนี้ นักวิจัยของกลุ่มพันธมิตรได้ทราบถึงการมีตัวตนอยู่ของเจเน็กซ์ ถึงแม้ว่าจุดประสงค์แท้จริงของพวกเจเน็กซ์จะยังเป็นปริศนา แต่พวกเจเน็กซ์ก็ได้ถูกเฝ้ามองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักสงบซึ่งมีความสามารถในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ทันทีที่พวกเจเน็กซ์เผชิญหน้ากับเวิร์ม เจเน็กซ์ก็ได้ตัดสินว่าพวกเวิร์มเป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกที่จะมาปนเปื้อนและทำลายสภาพแวดล้อม พวกเจเน็กซ์จึงต่อสู้และเริ่มกำจัดเวิร์มทันที ทางด้านกลุ่มพันธมิตรก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของพวกเจเน็กซ์อย่างจริงจัง

“เจเน็กซ์คอนโทรลเลอร์” สามารถทำให้เจเน็กซ์ตัวอื่นๆแสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ได้ผ่านความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองเป็น “แกนควบคุมส่วนกลาง” และประกอบเข้ากับเจเน็กซ์ตัวอื่น


บทที่ 5 นักดาบรุ่นใหม่ดับเบิ้ลเอ็กซ์เซเบอร์

ทุกๆครั้งที่พวกเวิร์มต่อสู้ พวกที่ยังเหลือรอดก็จะยังคงวิวัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ และในท้ายที่สุดตัวตนที่มีสติปัญญาระดับสูงก็ได้ปรากฏขึ้นมา พวกมันรวมกลุ่มกันและเริ่มสั่งการพวกเวิร์มระดับล่าง และทำงานการอย่างเป็นระบบ

เหล่าเอ็กซ์เซเบอร์ต่อสู้อย่างยากลำบาก เทียบกับพวกเวิร์มที่มีจำนวนมากกว่าพวกตนหลายเท่า หนึ่งในเอ็กซ์เซเบอร์ “พาสชูล์” ต้องสูญเสียบางส่วนของร่างกายไปในระหว่างการต่อสู้ แต่เขาก็ได้แทนที่มันด้วยอวัยวะเทียมและกลับเข้าสู้สนามรบต่อไปโดยไม่สนใจบาดแผลที่มี

แม้เหล่าเอ็กซ์เซเบอร์ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับพวกเวิร์มมาหลายครั้ง ในที่สุดผู้นำของเอ็กซ์เซเบอร์ นาม “ก็อทท่อมส์” ได้ทำการเลือกเหล่านักดาบรุ่นใหม่เพื่อจัดตั้งขึ้นเป็นทีมใหม่ ดับเบิ้ลเอ็กซ์เซเบอร์ และมุ่งหน้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง

(Commander Gottoms, Swordmaster -> XX-Saber Gottoms)

ดับเบิ้ลเอ็กซ์เซเบอร์ คือ เอ็กซ์เซเบอร์รุ่นใหม่ที่ยังคงมี “ก็อทท่อมส์” เป็นผู้นำเหมือเดิม และได้นำผลลัพธ์จากการปรับปรุงที่หลากหลายของ AoJ มาใช้กับเหล่าสมาชิกเอ็กซ์เซเบอร์ โดยให้ทุกคนสวมใส่อุปกรณ์ที่มีชิ้นส่วนการทำงานแบบจักรกล


บทที่ 6 เวิร์มรุกรานผืนป่าเนช่วล

วันเวลาผ่านไป ความขัดแย้งได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งผืนทวีป การโจมตีของพวกเวิร์มก็รุนแรงขึ้น และในที่สุดกรงเล็บของพวกมันก็ได้มาถึงผืนป่าของเหล่าเนช่วล เนช่วลผู้รักสงบ
ต้องรวมตัวกันเพื่อให้มีพลังทัดเทียมกับผู้รุกรานและปกป้องบ้านเกิดของตนเอาไว้

โดยพื้นฐานแล้วเผ่าเนช่วลเป็นผู้รักสันติ ไม่เคยรุกรานหรือมีปัญหากับเผ่าไหน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถมองข้ามการรุกรานของพวกเวิร์มที่ทำให้ป่าที่สวยงามของพวกเขาต้องแปดเปื้อน พวกเขาจึงลุกขึ้นเผชิญหน้ากับพวกมันอย่างกล้าหาญและไม่มีแม้แต่ชีวิตเดียวที่จะถอยหลังให้กับความกลัว


บทที่ 7 ฟิลด์มาแชลเข้าร่วมการต่อสู้ที่รุนแรง

เนื่องจากวิทยาการของกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างระบบควบคุมสำหรับอาวุธเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ พวกเขาจึงได้จับตัว “เจเน็กซ์สแปร์” เพื่อนำมาใช้เป็นแกนควบคุมส่วนกลางแบบเดียวกับที่ “เจเน็กซ์คอนโทรลเลอร์” เปลี่ยนตัวเองเป็นแกนกลางให้กับเจเน็กซ์ตนอื่น

เหล่านักรบแห่งกลุ่มพันธมิตรได้เห็นรูปลักษณ์อันกล้าหาญที่สูงตระหง่านท่ามกลางสนามรบ ส่องสว่างในสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของพวกเขา สิ่งนั้นคือนั่นคือ AoJ “ฟิลด์มาแชล” แต่ทว่าในระหว่างการเดินทางมายังสนามรบหลัก มันได้ถูกฝูงเวิร์มเข้าโจมตี และได้รับเสียหายอย่างยับเยินเกินกว่าที่จะนำกลับไปซ่อมแซมได้ มันจึงถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้แบบนั้น

แม้จะเป็นเครื่องจักรแต่พวกเจเน็กซ์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตและมีจิตใจ “เจเน็กซ์คอนโทรลเลอร์” หลั่งน้ำตาให้กับ “เจเน็กซ์สแปร์” ที่ร่างการพังเสียหายอย่างหนักภายในตัวของ “ฟิลด์มาแชล” และได้รับดอกไม้ที่เปรัยบดังสิ่งมีชีวิตเอาไว้


บทที่ 8 เผ่ามิสต์วัลเล่ย์ออกจากกลุ่มพันธมิตร

นักวิจัยของกลุ่มพันธมิตรได้สำรวจอุกกาบาตซึ่งมันเป็นสิ่งมาจากระบบดาวบ้านเกิดของพวกเวิร์มและได้ค้นพบสสารลึกลับด้วย พวกเขาได้นำสสารลึกลับนั้นมาใช้เพื่อสร้าง “อัลไลย์มายด์” และจากการทดลองนำไปติดตั้งใช้งานนั้น มันได้ทำให้พลังในการคำนวณของพวก AoJ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แม้ว่าวิทยาการที่มีอยู่ของกลุ่มพันธมิตรจะยังไม่สามารถลดขนาดของ “อัลไลย์มายด์” ลงได้ แต่ “อัลไลย์มายด์” นั้นสามารถเพิ่มสมรรถนะของอาวุธ AoJ ด้วยความสามารถในการปรับแต่ง (Tuning) ขั้นสูง และเริ่มผลิตอาวุธจำนวนมากเพื่อจับเวิร์มมาทำการทดลองแทนที่จะฆ่าพวกมันให้หมดไป

เผ่ามิสต์วัลเล่ย์ได้สงสัยในตัวนโยบายของกลุ่มพันธมิตรตั้งแต่เรื่องที่บังคับใช้ประโยชน์จากเจเน็กซ์ทั้งๆที่พวกเขานั้นก็ไม่ใช่ศัตรูของพวกเรา ในช่วงแรกนั้นความรู้สึกขัดแย้งนี้มีแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ได้ถูกพลังของเทพอสูรคำรณ “เรเว่น” ครอบงำจนมันกลายเป็นความไม่ไว้วางใจอย่างยิ่งยวดต่อกลุ่มพันธมิตร

ด้วยเหตุนี้เผ่ามิสต์วัลเล่ย์จึงได้ออกจากกลุ่มพันธมิตรตามแผนของเทพอสูรคำรณ (Fabled) พร้อมกับฉีก AoJ “คาทาสเตอร์” ออกเป็นสองท่อน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรก็เริ่มสร้างประตูมิติขึ้นจากการผสาน “อัลไลย์มายด์” 4 ชิ้นเข้าด้วยกัน แต่การพัฒนาก็ไม่ราบรื่นนักเพราะพวกเขาไม่สามารถทำให้ประตูมิตินี้เกิดความสเถียรได้


บทที่ 9 เทพอสูรคำรณคืนชีพ

อาจจะเป็นเพราะความโกลาหลบนพื้นโลก หรืออาจจะเป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการแทรกแซงมิติ แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม มันทำให้พวกเทพอสูรคำรณตื่นขึ้นจากการหลับไหลใต้โลกอันยาวนาน นานเสียจนไม่มีใครทราบถึงการมีอยู่ของพวกมันและได้นำเหล่าสมุนรับใช้มุ่งสู่พื้นโลก

หลักปรัชญาประจำเผ่าเทพอสูรคำรณคือ “จงซื่อตรงกับความปรารถนาของตนเอง” ด้วยเหตุนี้พวกเทพอสูรคำรณจึงปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเผ่าต่างๆในการต่อสู้กับพวกเวิร์ม และจะเข้าไปก้าวก่ายกับการต่อสู้บนพื้นโลกก็ต่อเมื่อพวกมันเห็นว่าน่าสนุกเท่านั้น

อีกด้าน พวกเจเน็กซ์เริ่มการซ่อมแซมและปรับปรุงตัวเองเพื่อให้เหมาะสภาพแวดล้อมที่มีแต่สงครามและความโหดร้ายมากยิ่งขึ้น

กลับมาที่ฝั่งของเทพอสูรคำรณ “ลิเวียธาน” ก็ได้ปรากฏตัวออกมา และพร้อมที่จะปั่นป่วนทุกสนานรบ


บทที่ 10 เทพอสูรคำรณ ปะทะ จูรัค

ในสถานที่เทพอสูรคำรณตื่นขึ้นมา มันอยู่ภายในอาณาเขตรังของเผ่าจูรัค พวกเทพอสูรคำรณไม่รีรอพวกมันเข้าโจมตีพวกจูรัคเพื่อหาความสนุกส่วนตัวทันที

สืบเนื่องจากการรุกรานของเวิร์มในบริเวณนี้มีน้อยมาก พวกจูรัคจึงผนึกกำลังร่วมมือและตอบโต้เทพอสูรคำรณกลับได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก พวกเทพอสูรคำรณพบว่าการโต้กลับของเหล่าจูรัคนั้นแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และเมื่อเทพอสูรคำรณรู้ว่าเหยื่อของพวกมันแข็งแกร่งเช่นนั้นมันก็ทำให้พวกมันยิ้มอย่างปิติยินดี

เผ่าจูรัคผู้ทะนงตนไม่คิดที่จะให้พวกตนเป็นฝ่ายผู้ถูกล่าฝ่ายเดียว พวกเขาได้ร่วมมือกันตอบโต้พวกเทพอสูรคำรณด้วยทุกสิ่งที่มี เปลวเพลิงที่ห่อหุ้มร่างกายนั้นได้กลายเป็นไฟแห่งความสามัคคีของพวกพ้องและด้วยไฟเหล่านี้ เทพอสูรคำรณที่เป็นผู้ล่าก็เริ่มกลับถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน

ในระหว่างนี้วิศวกรของกลุ่มพันธมิตรก็มุ่งหน้าค้นคว้าเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของเจเน็กซ์


บทที่ 11 เจเน็กซ์ วิวัฒนาการเป็น เรียลเจเน็กซ์

เพื่อสร้างแหล่งพลังงานใหม่สำหรับอาวุธ AoJ เหล่าวิศวกรของกลุ่มพันธมิตรได้ฝังเตาปฎิกรณ์ฟิวชั่นที่แท้จริง (Real Fusion Reactor) ลงไปในเจเน็กซ์บางตัว จนพวกมันวิวัฒนาการผสานกันเป็น เรียลเจเน็กซ์ (R-Genex)


บทที่ 12 ผนึกของ กุงเนียร์ ถูกทำลาย

นอกจากเวิร์มแล้วพวกเทพอสูรคำรณยังกลายเป็นศัตรูใหม่อีก ทำให้พื้นโลกกลายสภาพเป็นศูนย์รวมของความโกลาหล ชนเผ่าไอซ์บาเรียจึงได้ตัดสินใจปลดปล่อยมังกรน้ำแข็งในตำนานตัวที่สอง “กุงเนียร์” ออกมา เพื่อหยุดยั้งกองทัพเวิร์มที่เดินหน้าทั้งวันทั้งคืน และหวังโต้กลับภัยจากเทพอสูรคำรณผู้ซึ่งจับตัวได้ยาก

กุงเนียร์ ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากผนึกได้โลดแล่นไปทั่วสนามรบเหมือนกำลังสั่นเทิ้มไปด้วยความสุข ลมหายใจของมันเปลี่ยนทั้งผู้รุกรานจากอวกาศและเหล่าเทพผู้ชั่วร้ายให้กลายเป็นรูปปั้นสลักน้ำแข็ง


บทที่ 13 อัศวินมังกรในตำนาน ดรากูนิตี้ ปรากฏตัวที่มิสต์วัลเล่ย์

หลังจากที่เผ่ามิสต์วัลเล่ย์แยกตัวออกมาจากกลุ่มพันธมิตร เผ่ามิสต์วัลเล่ย์ก็ต้องกลับต่อสู้กับพวกเวิร์มเพียงลำพัง แต่ทว่า แม้แต่ “เอเป็กซ์เอเวี่ยน” สัญลักษณ์ของเผ่ามิสต์วัลเล่ย์ และอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือ “มิสต์วอร์ม” นั้นกลับพ่ายแพ้

กัสโต้เผ่าพันธุ์ที่ผสาญจิตใจกับนก อยู่บริเวณเดียวกับมิสต์วัลเล่ย์ เพื่อเข้าก็ได้ออกมาช่วยรบในสงครามนี้เช่นกัน แต่ในขณะที่กองกำลังของพวกเขากำลังจะแตกพ่าย เหล่าอัศวินมังกรในตำนานก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ

ดรากูนิตี้ ผู้ที่ถูกกล่าวถึงว่ามีอยู่แต่ในตำนานนั้นได้อาศัยอยู่ในหุบเขามังกร พวกเขาเป็นเผ่าที่สืบทอดวิธีการรวมเป็นหนึ่งกับมังกรทั้งด้านร่างกายและวิญญาณซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ดราก้อนมาสเทอรี่” ทำให้พวกเขากลายเป็น อัศวินดรากูนิตี้ ที่พุ่งทะยานไปบนท้องฟ้า


บทที่ 14 การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

เมื่อการรุกรานของเวิร์มมาเป็นระยะๆอย่างแปลกประหลาดไปจากเดิม กลุ่มพันธมิตรได้เริ่มก่อสร้างอาวุธสุดยอดเพื่อเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่อาจคาดไม่ถึง และในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ลดการผลิตอาวุธรุ่นอื่นลงแล้วไปจดจ่อกับการสร้างอุปกรณ์ประเภทอื่นแทน

ในระหว่างที่พวกเขากำลังสร้างอาวุธสุดท้ายที่จะเป็นไม้ตายนั้น กลุ่มพันธมิตรก็ได้พัฒนาหน่วยลาดตระเวนที่ติดตั้งอุปกรณ์สังเกตการณ์ซึ่งถูกออกแบบมาให้ค้นหาและทำนายสถานที่ที่พวกเวิร์มจะปรากฏตัว

“เจเน็กซ์คอนโทรลเลอร์” ถูกจับมาใช้เป็นแกนควบคุมส่วนกลางของอาวุธสุดท้ายที่พวกเขาพึ่งสร้างได้สำเร็จ

ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ เวิร์มที่ดูเลวร้ายและน่ากลัวได้ปรากฏตัวออกมาและมันไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่ได้เคยพบเจอมาก่อนหน้านี้ มิติได้แยกออกและสิ่งที่โผล่ออกมาคือความสิ้นหวัง

“เวิร์มซีโร่” เพิ่มพลังให้ตัวเองด้วยการดูดกลืนเผ่าพันธุ์เวิร์มด้วยกันเองเข้าไปและได้สร้างกองกำลังใหม่ขึ้นมา ทุกที่ที่มันผ่านไปนั้นถูกทำให้แปดเปื้อนและเปลี่ยนให้เป็นดินแดนแห่งความตาย

ป้อมปราการลอยฟ้าขนาดมหึมาที่ถูกสร้างโดยการร่วมมือกันของกลุ่มพันธมิตร “ดีไซซีฟอาร์เมอร์” มันถูกสร้างให้มีพลังอำนาจในการทำลายสูงสุดเท่าที่ดาวดวงนี้เคยมีมา และมันก็กำลังเฝ้ารอการปรากฏตัวของศัตรูอยู่ก่อนแล้ว

“ดีไซซีฟอาร์เมอร์” และ “เวิร์มซีโร่” ได้ใช้พลังทั้งหมดโจมตีใส่กันและกันและทำลายกันไปทั้งคู่ แต่ก็ส่งผลให้พวกเวิร์มถูกกวาดล้างไปในที่สุด นับเป็นชัยชนะของเหล่ากลุ่มพันธมิตร

เมื่อเวิร์มพ่ายแพ้ ความสงบสุขก็มาถึง แต่มันเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เพราะการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบของเทพอสูรคำรณนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น


บทที่ 15 สัตว์อสูรคำรณ

ในขณะที่แต่ละเผ่ากำลังเฉลิมฉลองให้กับการที่สามารถกำจัดเวิร์มไปได้เพียงแค่ไม่นาน พวกเทพอสูรคำรณที่คอยเฝ้ามองการต่อสู้จากภายนอกก็กลับมาพร้อมกับสัตว์อสูรคำรณและเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อยึดครองพื้นโลกอย่างเต็มรูปแบบ

ความขัดแย้งที่ยาวนานเหมือนไร้สิ้นสุดนั้นได้ทำลายพื้นโลกและมันทำให้เขตแดนระหว่า
งพื้นโลกกับโลกของเทพอสูรคำรณนั้นค่อยๆหายไปใสที่สุด สัตว์อสูรคำรณที่เป็นทัพหน้าของเทพอสูรคำรณได้พรั่งพรูกันออกมาจากโลกของเทพอสูรคำรณอย่างเงียบๆและคุกคามเผ่าต่างๆด้วยพลังที่เหนือธรรมชาติ


บทที่ 16 เริ่มสร้าง “เจเน็กซ์อัลไลย์”

อาวุธ AoJ ทั้งหลายของกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อศัตรูของพวกเขาเปลี่ยนจากเวิร์มมาเป็นเทพอสูรคำรณ กลุ่มวิศวกรจึงเริ่มโครงการปรับเปลี่ยนเจเน็กซ์ เพื่อมุ้งเน้นทางการรบกับพวกเทพอสูรคำรณโดยมีแผนที่จะติดอาวุธ AoJ ให้กับพวกเจเน็กซ์

เพื่อการนี้กลุ่มพันธมิตรจึงได้ร้องขอให้เผ่ามิสต์วัลเล่ย์กลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ซึ่งทางมิสต์วัลเล่ย์นั้นเห็นด้วยและได้ส่งเหล่าวิศวกรของตนมาช่วยทันที ทำให้แผนการที่จะสร้างเจเน็กซ์อัลไลย์ประสบความสำเร็จ

สำหรับขั้นตอนการสร้างเจเน็กซ์อัลไลย์นั้น พวกเขาได้เอาเครื่องจักรเก่าของ AoJ กลับมาใช้ใหม่ และได้ซ่อมแซมเจเน็กซ์เก่าเพื่อนำมาติดตั้งเป็นแกนควบคุมส่วนกลาง นอกจากนี้ก็ได้ใส่เตาปฎิกรณ์ฟิวชั่นที่แท้จริงของเรียลเจเน็กซ์ลงไปด้วย

ทำให้เกิดเป็นเจเน็กซ์อัลไลย์

นักวิจัยแต่ละเผ่าของกลุ่มพันธมิตรได้พัฒนาและออกแบบเจเน็กซ์อัลไลย์ของตนเองจากสเปกพื้นฐานของเผ่า ส่งผลให้เจเน็กซ์อัลไลย์นั้นสะท้อนถึงจุดเด่นของพวกเขา ซึ่งถูกเรียกเป็น ดับเบิ้ลเอ็กซ์เซเบอร์โมเดิล , เฟรมเวลโมเดิล , มิสต์วัลเล่ย์โมเดิล , ไอซ์บาเรียโมเดิล

นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างเผ่า ทำให้เกิดการก้าวหน้าพัฒนาร่วมกัน โดย เจเน็กซ์อัลไลย์ “ไตรอาร์ม” ได้พัฒนาจากความร่วมมือกันของเผ่ามิสต์วัลเล่ย์และเผ่าไอซ์บาเรีย ซึ่งมีเตาปฎิกรณ์ฟิวชั่นที่แท้จริงที่มีพื้นฐานมาจากเรียลเจเน็กซ์ แต่มีความเข้มข้นที่สูงกว่ามากนัก

เจเน็กซ์อัลไลย์ “ไตรฟอร์ซ” ถูกพัฒนาหลังจาก “ไตรอาร์ม” ด้วยความร่วมมือกันของเผ่าดับเบิ้ลเอ็กซ์เซเบอร์และเผ่าเฟรมเวล อาวุธที่ติดตั้งบนแขนขวานั้นสามารถหมุนได้ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนความสามารถได้ตามสถานการณ์หรือศัตรูที่เจอ

กลุ่มพันธมิตรได้ส่ง “ไตรอาร์ม” และ “ไตรฟอร์ซ” เข้าสู่สนามบรบในเวลาไล่เลี่ยกัน


บนที่ 17 จูรัคอิมแพ็ค!

การจู่โจมของเทพอสูรคำรณใส่พวกจูรัคได้มาถึงจุดสูงสุด แต่ละวันที่ผ่านไปพวกจูรัคต้องสูญเสียพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆและจำนวนเปลวเพลิงก็เหลือเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบจากก่อนที่พวกเทพอสูรคำรณจะปรากฎตัวและจะทำการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเหล่าจูรัคจะต้องสูญพันธุ์หมดแน่ ด้วยเหตุนี้จูรัคจึงได้ทำการโต้กลับครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย

จูรัคที่ยังเหลืออยู่ได้มารวมพลังกันและเปลี่ยนร่างกายของพวกตนให้กลายเป็นอุกกาบาตยักษ์ที่ลุกไหม้มุ่งสู่ท้องฟ้าเหนือชั้นบรรยากาศ

อุกกาบาตนับไม่ถ้วนพุ่งตกใส่รังของจูรัค พวกเขาหวังจะพลีชีพไปพร้อมๆกับพวกเทพอสูรคำรณ เปลวเพลิงและแรงกระแทกทำให้พื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตากลายเป็นทะเลเพลิงทั้งหมด เทพอสูรคำรณทั้งหลายกลายเป็นเถ้าถ่านพร้อมกับรังของพวกจูรัคเอง เหล่าเทพอสูรคำรณบางส่วนที่รอดจากแรงการแทกต่างพากันหนีเอาชีวิตรอดอย่างเอาเป็นเอาตาย

จากเศษซากที่ถูกเผาไหม้ จิตวิญญาณที่มั่นคงของจูรัคที่ลุกไหม้ แม้จะสูญเสียร่างกายไปกับการกระแทก แต่เปลวเพลิงนั้นก็ได้ให้กำเนิดเป็นเผ่าใหม่ขึ้นมาก็คือเผ่านีโอเฟรมเวล

ความนึกคิดอันแรงกล้าของเผ่าแห่งไฟนีโอเฟรมเวลนั้นได้ปลุกเทพโบราณแห่งไฟของเผ่าเฟรมเวลซึ่งเป็นเปลวเพลิงที่เคยปรากฏอยู่ในตำนาน เทพโบราณแห่งไฟที่หลับไหลมายาวนานได้ตอบสนองต่อความปรารถนาแห่งไฟและใช้พลังเผาผลาญเทพอสูรคำรณที่ยังเหลืออยู่ในรังจูรัคจนไม่มีอะไรเหลือแม้แต่เถ้าถ่าน


บทที่ 18 “ตรีชูร่า”

แม้เทพอสูรคำรณจำนวนมากถูกกวาดล้างในสงครามจูรัค แต่กลุ่มที่ยังเหลือรอดที่ดินแดนอื่นกลับเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีทั่วทั้งโลก ความขัดแย้งที่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดนี้ได้ทำลายผืนโลกและทำให้ผู้คนอดอยากเหนื่อยล้า เมื่อถูกกดดันมาจนถึงจุดนึงได้มีฝ่ายหนึ่งภายในเผ่าไอซ์บาเรียเสนอให้ปลดปล่อยมังกรนำแข็งในตำนานตัวที่สามออกมาสู้

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการแบ่งฝ่ายภายในเผ่าไอซ์บาเรีย เป็นฝ่ายที่ต้องการให้ปลดผนึก และฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ปลดผนึกและต้องการใช้หนทางอื่นแทน สำหรับเนื้อหาส่วนของฝ่ายที่ไม่ต้องการปลดผนึกจะถูกเล่าใน Duel Terminal World 1.5 ช่วงท้ายของภาคนี้

สุดท้ายแล้วเผ่าไอซ์บาเรียก็ได้ตัดสินใจปลดผนึก เหล่าผู้ที่แข็งแกร่งของเผ่าได้รวมตัวกันและทำลายผนึกทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง พิธีกรรมดำเนินไปทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนจนผนึกทั้งหมดถูกทำลายในที่สุด

พลังของ “ตรีชูร่า” นั้นทั้งน่ากลัวและโหดร้าย มันได้ทำลายเทพอสูรคำรณจนหมดทั้งโลกด้วยเวลาเพียงน้อยนิด แต่ก็มีปัญหาตามมาทันทีเมื่อเผ่าไอซ์บาเรียสูญเสียการควบคุมมังรกรแสนดุร้ายตนนี้ นอกจากมันจะแสดงความเกรี้ยวโกรธออกมาให้เห็นทั่วดินแทน มันยังส่งผลให้มังกรในตำนาน “บริโอแนค” และ “กุงเนียร์” อาละวาดไปด้วยเสมือนเป็นการตอบสนองต่อ “ตรีชูร่า”

แม้แต่เทพโบราณแห่งไฟของเผ่าเฟรมเวลและนีโอเฟรมเวลก็ไม่อาจเผาผลาญน้ำแข็งของ “ตรีชูล่า” ได้และได้ถูก “ตรีชูล่าจัดการไปในที่สุด เหล่าไอซ์บาเรียพยายามใช้ทุกวิถีทางในการผนึกเหล่ามังกรในตำนานทั้งสามอีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

และในกรณีที่มังกรน้ำแข็งเกิดอาละวาด “ราชัญเสือน้ำแข็ง ดิวลอเร็น” จะมีหน้าที่ป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ แต่พลังของ “ดิวลอรเร็น” ไม่สามารถเทียบเคียงมังกรทั้งสามที่อาละวาดอยู่พร้อมกันได้ และเผ่าไอซ์บาเรียก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้ได้

จบ [Story] Duel Terminal World 1.0 1.0


[Story] Duel Terminal World 1.5

บทที่ 1 จอมเวทมนตร์ทั้งสองแห่งไอซ์บาเรีย

ในระหว่างที่เกิดความขัดแย้งภายในเผ่าไอซ์บาเรียเรื่องที่จะปลดปล่อยมังกรน้ำแข็งตนที่สาม “ตรีชูร่า” หรือไม่นั้น จอมเวทมนตร์ทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็กกันได้ตัดสินใจที่จะหาหนทางอื่นเพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ โดยที่ “นาตาเลีย” เป็นลูกของครอบครัวฝั่งที่เห็นด้วยกับการปลดปล่อยมังกร และ “โนเอลเลีย” เป็นลูกของครอบครัวที่ไม่เห็นด้วยกับการปลดปล่อยมังกร ทั้งคู่ได้ตามหาบางสิ่งบางอย่างหวังใช้งานแทน “ตรีชูร่า”

ทั้งสองสนใจในปีศาจที่ถูกเรียกว่าอินเวิร์ส ซึ่งถูกผนึกไว้ตั้งแต่โบราณ เพื่อจะใช้ในการกำจัดเทพอสูรคำรณ ทั้งสองพยายามใช้วิชาอัญเชิญปีศาจ ซึ่งดัดแปลงมาจากวิชาเวทย์ที่ถูกสืบทอดโดยเผ่าไอซ์บาเรียจากรุ่นสู่รุ่น แผนของพวกเธอคือการอัญเชิญปีศาจและควบคุมมันให้ไปต่อสู้

ทว่าพิธีอัญเชิญล้มเหลวเพราะพลังของอินเวิร์สนั้นทรงพลังเกินกว่าที่พวกเธอจะควบคุมเอาไว้ได้และนั่นก็ทำให้ “นาตาเลีย” เพื่อนสนิทที่สุดของ “โนเอลเลีย” ต้องเสียชีวิตไปในระหว่างพิธีกรรม และ “โนเอลเลีย” ก็ถูกจิตสำนึกของอินเวิร์สปนเปื้อนกับความนึกคิดของเธออย่างช้าๆ

“นาตาเลีย” มีลูกขายชื่อ “อว๊านซ์” ด้วยความเสียใจที่ต้องตายจากไปและจะทำให้ต้องทอดทิ้งลูกชายที่ยังเล็กอยู่ ทำให้ความนึกคิดและวิญญาณของเธอยังคงอยู่ในโลกมนุษย์


บทที่ 2 ผู้ผนึกมังกรในตำนาน

ในอดีตกาลในยุคเริ่มต้นของไอซ์บาเรีย มังกรในตำนานได้ออกอาละวาดไปทั่วแนวภูเขาหิมะ และได้ถูกผนึกลงด้วยฝีมือของ “ไพรเออร์” ด้วยการใช้วิธีพิเศษด้วย “กระจกแห่งไอซ์บาเรีย” ตั้งแต่นั้นมา “ไพรเออร์” ก็ได้ก่อตั้งเผ่าไอซ์บาเรียขึ้นมาและต่อมาวิญญาณของเขาก็ได้กลายเป็น “ซาเคร็ดสปิริต”

กลับมาที่ปัจจุบัน ในขณะที่มังกรทั้งสามอาละวาดจนเกินจะควบคุมนั้น “ซาเคร็ดสปิริต”
ตัวตนพิเศษผู้คอยเฝ้ามองเผ่าไอซ์บาเรียมาหลายชั่วอายุคนก็ได้ใช้วิชาผนึกพิเศษ “กระจกแห่งไอซ์บาเรีย” ที่ต้องจ่ายด้วยวิญญาณของเขาเอง และในที่สุดเผ่าไอซ์บาเรียก็สามารถที่จะผนึกมังกรทั้งสามในเวลาเดียวกันได้เป็นผลสำเร็จ


บทที่ 3 คลื่นลูกใหม่

สิ้นสุดสงครามและความวุ่นวายจากสามมังกร “โนเอลเลีย” ได้รับเลี้ยงดูเหล่าเด็กกำพร้ามากมายจากพวกพ้องเผ่าไอซ์บาเรียที่ตายไปในสงคราม หนึ่งในนั้นคือ “อว๊านซ์” ลูกชายของ “นาตาเลีย” และหลังจากยืนยันความปลอดภัยของเผ่ากัสโต้ที่อยู่ใกล้เคียงกับเผ่ามิสต์วัลเล่ย์ได้แล้ว “โนเอลเลีย” ก็ได้ส่งเด็กๆเผ่ากัสโต้กลับไปยังหมู่บ้านของพวกเขา

ในภาพ อยู่หน้าวิหารของมิสวัลเล่ย์ ผู้ใหญ่ผมแดงคือ “โนเอลเลีย” และมีเด็กทั้งหมด 6 คน โดยเรียงจากซ้ายไปขวาดังนี้
1. “คาม” ผมสีเขียวอมฟ้า ลูกของชนเผ่ากัสโต้
2. “รีซ” ผมสีเขียวส้ม ลูกของชนเผ่ากัสโต้
3. “เอเรียล” ผมสีฟ้า ลูกของชนเผ่าไอซ์บาเรีย
4. “อว๊านซ์” ผมสีเผือก ลูกของชนเผ่าไอซ์บาเรีย ลูกชายของ “นาตาเลีย”
5. “วินด้า” ผมสีเขียว ลูกของชนเผ่ากัสโต้
6. “เอมิเลีย” ผมสีแดง ลูกของชนเผ่าไอซ์บาเรีย ลูกสาวของ “โนเอลเลีย” เอง


บทที่ 4 สมาคมแห่งวิชาต้องห้าม กิชกิ

หลังจากที่ “โนเอลเลีย” ถูกความนึกคิดของอินเวิร์สครอบงำความคิดและความรู้สึกอย่างช้าๆ และในที่สุด “โนเอลเลีย” ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เริ่มการค้นคว้าเกี่ยวกับพิธีกรรมต้องห้ามที่ซ่อนอยู่ในตำนานของเผ่าไอซ์บาเรีย

และเมื่อเธอสำเร็จการค้นคว้าเธอได้สอนมันให้กับเหล่าเด็กที่เธอรับมาเลี้ยงดูเพื่อให้เป็นผู้ใช้วิชานั้นต้องห้ามนั้น ไม่ว่าจะเป็น “อว๊านซ์” “เอมิเลีย” และ “เอเรียล”

พวกเธอได้แยกตัวออกจากเผ่าไอซ์บาเรียพร้อมทั้งยังได้นำ “กระจกแห่งไอซ์บาเรีย” ติดตัวมาด้วยและได้ดัดแปลงให้กลายเป็นวัตถุสำหรับควบคุมการทำพิธีกรรมทั้งหลาย และนี่คือจุดเริ่มต้นของสมาคมแห่งวิชาต้องห้ามกิชกิ

จบ Duel Terminal Story 1.5


Facebook Comments

More Stories